|
|
|
| Author |
Messages |
|
Support Engineer Staff04
 ปรมาจารย์ Posts:308


 |
| 06/29/2009 04:35:23 PM |
|
เผยประวัติไมเคิล แจ๊กสัน ปิดฉากชีวิตวัย50 เมื่อ 26 มิ.ย. สำนักข่าวต่างประเทศต่างรายงานประวัติ ไมเคิล แจ๊กสัน ราชาเพลงป๊อปชื่อก้องโลก เจ้าของท่าเต้นลูบเป้า ซึ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ตามเวลาในสหรัฐ ด้วยอาการหัวใจวาย อายุรวม 50 ปี แจ๊กสันเริ่มต้นอาชีพนักดนตรีในฐานะนักร้องนำของวงเดอะ แจ๊กสัน ไฟว์ The Jackson 5 เมื่ออายุได้เพียง 7 ปี และได้ออกงานเดี่ยวชิ้นแรกในอัลบั้ม Got to Be There ออกวางจำหน่ายในปี พ.ศ. 2514 ในขณะที่ยังเป็นสมาชิกของวงเดอะ แจ๊กสัน ไฟว์ อยู่และมีอายุเพียง 11 ปี ไมเคิล แจ๊กสันก็คว้าอันดับ 1 บนชาร์ตเพลงมาครองได้มากถึง 3 เพลงฮิตแล้ว
ปี พ.ศ. 2522 มีผลงานออกมาชุด “ Off the Wall ” อัลบั้มเปิดตัวที่ทำยอดขายกว่า 20 ล้านแผ่นทั่วโลกตามด้วยอัลบั้มประวัติศาสตร์ “ Thriller ”(พ.ศ. 2525) ซึ่งเป็นเจ้าของสถิติอัลบั้มที่มียอดขายสูงสุดตลอดกาลถึง 60 ล้านชุด และ “ Bad ” ในปี พ.ศ. 2530 ที่สร้างสถิติอีกครั้งด้วยการเป็นอัลบั้มที่มีซิงเกิ้ลต่าง ๆ ขึ้นถึงอันดับ 1 บิลบอร์ดมากที่สุด
ปี พ.ศ. 2534 ไมเคิลกลับมาพร้อมกับอัลบั้ม “ Dangerous ” ที่มีเพลง “ Black or White ” ติดอันดับ 1 ทั้งในบิลบอร์ดและชาร์ตเพลงทั่วโลก ก่อนที่จะส่งอัลบั้ม “ History ” กับเพลง “ You’re Not Alone ” ซึ่งเป็นซิงเกิ้ลแรกในประวัติศาสตร์ที่ติดอันดับ 1 ตั้งแต่สัปดาห์แรกที่วางจำหน่าย และล่าสุดกับ “ Invincible ” (พ.ศ. 2544) ซึ่งทิ้งห่างจากงานชุดที่แล้วถึง 10 ปีเต็ม หลังจากว่างเว้นจากการทัวร์คอนเสิร์ตตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2552 ไมเคิลได้ประกาศจัดคอนเสิร์ต ดิส อิส อิต ที่โอทู อารีนา กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยแรกเริ่มจัดเพียง 10 รอบ แต่ด้วยแฟนเพลงที่ให้ความสนใจคอนเสิร์ตนี้เป็นอย่างมาก จึงได้เพิ่มรอบเป็น 50 รอบ ตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ถึง 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ขณะเดียวกันด้านชีวิตส่วนตัวถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเปลี่ยนสีผิวตัวเองด้วยวิทยาการทางการแพทย์จากผิวดำให้เป็นขาวซีด การผ่าตัดศัลยกรรมใบหน้าด้วยซิลิโคนหลายต่อหลายครั้ง
ต้นปี พ.ศ. 2537 ไมเคิลได้สร้างประหลาดใจให้แก่แฟน ๆ เมื่อจู่ ๆ ประกาศหมั้นและแต่งงานกับ ลิซ่า มารี เพรสลีย์ บุตรสาวของเอลวิส เพรสลีย์อย่างกระทันหัน โดยทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตเช่นสามี ภรรยา ก่อนจะเลิกรากันไปในปี พ.ศ. 2539 โดยไม่มีบุตรด้วยกัน ภายหลังไมเคิลมีบุตร 2 คนจากการผสมเทียมกับเด็บบี้ โรวว์ พยาบาลสาวใหญ่ และมีเพิ่มอีก 1 คนจากสาวผู้ไม่เปิดเผยนาม ด้วยการผสมเทียมเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ไมเคิลยังมีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับเด็กมากมาย มักปรากฏข่าวถึงการลวนลามทางเพศกับเด็กผู้ชายเสมอ ๆ โดยเฉพาะในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2548 ไมเคิลต้องขึ้นศาลฟังคำพิพากษา เมื่อมีคดีข่มขืนเด็กผู้ชายคนหนึ่ง แต่ศาลพิพากษาให้ยกฟ้อง รวมทั้งเคยอุ้มลูกของตัวเองซึ่งยังเป็นทารกอยู่โดยทำท่าว่าจะทิ้งลงมาจากหน้าต่างโรงแรมที่เจ้าตัวอาศัยอยู่ เพื่อทักทายแฟน ๆ ที่รออยู่ข้างล่าง จนได้รับเสียงตำหนิต่อว่าอย่างหนักจากสังคม เป็นต้น
ล่าสุดเมื่อเร็วๆนี้ มีภาพสร้างความตกตะลึงไปทั่ว เมื่อภาพใบหูของเขา ถูกขยายให้เห็นอย่างชัดเจนและพบว่า มีผิวหนังส่วนหนึ่ง รวมถึงกระดูกอ่อนบริเวณหู ถูกเฉือนออกไปนานหลายปีแล้ว เพื่อนำไปซ่อมจมูกที่เสียโฉม โดยไมเคิล แจ๊กสัน พยายามซ่อนความเสียหายของใบหูไว้โดยใช้ผมยาวปิดบังมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1990 และมีรายงานด้วยว่า ไมเคิล แจ๊กสัน ก่อนเสียชีวิต กำลังทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็งผิวหนัง แต่ทีมงานออกมาปฏิเสธข่าว
ในช่วงท้ายของชีวิต แจ๊กสันยังตกเป็นข่าวเรื่องหนี้สินเงินๆ ทองๆ ที่ถูกฟ้องร้องจากมหาเศรษฐีอาหรับ ทั้งยังต้องขายทิ้งเนเวอร์แลนด์ ไร่และคฤหาสน์ส่วนตัวในสหรัฐ การจากไปของแจ๊กสัน ทิ้งทายาทไว้ 2 คน คือ พรินซ์ ไมเคิล อายุ 12 ปี ปารีส อายุ 11 ปี และพรินซ์ ไมเคิลที่ 2 อายุ 7 ขวบ ซึ่งทั้งสามเพิ่งเผยโฉมในที่สาธารณะโดยไม่มีผ้าปกคลุม เมื่อปีที่แล้ว ที่มา (นสพ.ข่าวสด)
ที่สุดในวงการเพลงป็อปของ 'ไมเคิล แจ็คสัน' ก่อนลาโลก ข่าวการเสียชีวิตของราชาเพลงป็อปชื่อก้องโลก ไมเคิล แจ็คสัน กลางนครลอสแองเจลิส จากโรคหัวใจ ด้วยวัย 50 ปี ด้วยสาเหตุจากหัวใจหยุดเต้นขณะนำส่งโรงพยาบาลยูซีแอลเอ สร้างความเสียใจให้กับบรรดาแฟนเพลงทั่วโลกของเขารวมไปถึงบุคคลในวงการเพลงอย่างสุดซึ้ง นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการเพลงของโลก วันนี้ ทีมข่าวบันเทิงไทยรัฐออนไลน์ จึงขอรวมเรื่องราวที่สุดในวงการเพลงของราชาเพลงป็อปผู้ล่วงลับคนนี้มาให้หวนรำลึกถึงความหลังกัน เริ่มต้นที่สุดของแจ็คสันกับอัลบั้มเดี่ยวชิ้นแรก Got to Be There ที่วางแผงเมื่อปี พ.ศ. 2514 ในขณะที่แจ็คสันยังเป็นสมาชิกวง The Jackson 5 อยู่ และมีอายุเพียง 11 ปี ซึ่งแจ็คสันสามารถคว้าอันดับ 1 บนชาร์ตเพลงมาครองได้มากถึง 3 เพลงฮิต ต่อจากนั้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2522 แจ็คสันเปิดตัวอัลบั้ม "Off the Wall" ซึ่งเป็นอัลบั้มชุดที่ 5 ของเขา โดยทำยอดขายกว่า 20 ล้านก๊อปปี้ทั่วโลก ตามด้วยอัลบั้มชุดที่ 6 Thriller ที่วางแผงวันแรกวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2525 นับเป็นการสร้างปรากฏการณ์อัลบั้มที่มียอดขายสูงสุดตลอดกาลถึง 60 ล้านชุด และจากอัลบั้มนี้ทำให้แจ็คสันได้รางวัล Grammy Awards ถึง 7 ตัว คือ Album of the Year, Record of the Year (เพลง "Beat It"), Best Male Pop Vocal Performance ( เพลง "Thriller"), Best Engineered Recording, Non-Classical (เพลง Thriller), Best Male Rock Vocal Performance (เพลง "Beat It"), Best Male R&B Vocal Performance (เพลง "Billie Jean"), Best R&B Song (เพลง "Billie Jean") นอกจากนี้ในปีเดียวกันยังคว้า American Music Awards มาได้อีก 8 รางวัล และคว้ารางวัล MTV Video Music Awards มาได้อีก 3 รางวัล และปีต่อมา "The Making of Michael Jackson's Thriller" ก็ได้รางวัล Best Video Album มาครองจากงานประกาศผลรางวัลแกรมมี่ครั้งที่ 27 โดยอัลบั้มนี้ติดอยู่ในชาร์ต American Top 10 นานต่อเนื่องกันถึง 80 สัปดาห์ โดยติดอยู่ในอันดับ 1 นานถึง 37 สัปดาห์ 7 เพลงจากทั้งหมด 9 เพลงในอัลบั้มติดอันดับ Top 10 singles ในชาร์ต Billboard Hot 100 และแต่ละซิงเกิ้ลยังขึ้นชาร์ตอันดับ 1 ในอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี ออสเตรเลีย เดนมาร์ก เบลเยียม แอฟริกาใต้ สเปน ไอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ และแคนาดาอีกด้วย ส่วนอัลบั้ม Bad ที่วางขายวันแรกเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2530 แจ็คสันสร้างประวัติศาสตร์ให้วงการเพลงต้องตะลึงอีกครั้งด้วยการเป็นอัลบั้มที่มีซิงเกิ้ลต่าง ๆ ขึ้นถึงอันดับ 1 บิลบอร์ดมากที่สุด โดยมีเพลงฮิตอย่าง I Just Can't Stop Loving You, Bad, The Way You Make Me Feel, Man in the Mirror, Dirty Diana, Another Part of Me และ Smooth Criminal ที่ขึ้นชาร์ตเพลงฮิตในอเมริกาและอังกฤษมาแล้ว มาถึงอัลบั้มชุดที่ 8 ของไมเคิล อย่าง Dangerous ที่ออกอัลบั้มวันแรก เมื่อ 26 พฤศจิกายน 2534 กันบ้าง ซึ่งในอัลบั้มนี้แจ็คสันส่งเพลง Black or White ติดอันดับ 1 ทั้งในบิลบอร์ดและชาร์ตเพลงทั่วโลก และมียอดขายกว่า 32 ล้านก๊อปปี้ทั่วโลก โดยได้รางวัลจากอัลบั้มนี้ไปหลายสถาบัน อาทิ American Music Awards , BMI Awards, Grammy Awards, Soul Train Awards และ World Music Awards อีกหนึ่งอัลบั้มประวัติศาสตร์ของแจ็คสันที่หลายๆคนยังจดจำได้คืออัลบั้มชุดที่ 9 ของแจ็คสันHistory ที่วางแผงไปเมื่อ 20 มิถุนายน 2538 โดยมีเพลง You're Not Alone ซึ่งเป็นซิงเกิ้ลแรกในประวัติศาสตร์ที่ติดอันดับ 1 ตั้งแต่สัปดาห์แรกที่วางจำหน่าย รวมไปถึงรางวัล Grammy Award คือ Best Music Video, Short Form (เพลง "Scream") ในส่วนมิวสิกวีดีโอของไมเคิลนั้นยังกลายเป็นงานศิลปะชั้นเยี่ยมที่คนทั้งโลกต้องตื่นตะลึง เพราะมิวสิกวิดีโอแต่ละเพลงของไมเคิลนั้นเต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่อลังการ ยังไม่นับรวมกับ ท่าเต้นมูนวอล์ก ท่าลูบเป้า ที่กลายเป็นท่าสุดคลาสสิกในช่วงปี 2533 ที่ทั้งเด็กไทยและวัยรุ่นทั่วโลกต่างเลียนแบบ ซึ่งท่าเต้นมูนวอล์คของแจ็คสันมีที่มาจากการที่แจ็คสันต้องไปออกรายการทีวีในโอกาสครบรอบ 25 ปีโมทาวน์เร็กคอร์ด และแจ็คสันต้องคิดท่าเต้นเพื่อประกอบเพลง Billy Jean จึงกลายเป็นที่มาของท่าเต้นสุดฮิตของวัยรุ่นทั่วโลกในขณะนั้น และในภาพยนตร์ Moonwalker ที่แจ็คสันแสดงนั้น ยังได้รวมท่าเต้นสุดฮิตนี้ไว้อีกด้วยเช่นกัน นอกจากนี้แจ็คสันเป็นหนึ่งในศิลปินไม่กี่คน ที่ได้รับการจารึกชื่อใน Rock and Roll Hall of Fame ถึง 2 ครั้ง และได้รับการจากรึกไว้ในกินเนสบุ๊กว่าเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จสูงสุดตลอดกาล ด้วย 13 รางวัลจากแกรมมี่อวอร์ดส รวมทั้งมีเพลงฮิตถึง 13 เพลงที่ขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตเพลงทั่วโลก และสถิติยอดขายอัลบั้มที่มากถึง 750 ล้านชุดทั่วโลกอีกด้วย นี่คือเรื่องราวบางส่วนที่เป็นที่สุดของไมเคิล แจ็คสัน ราชาเพลงป็อปที่ล่วงลับจากโลกนี้ไปตลอดกาล ที่มา นสพ.ไทยรัฐ
ช๊อคโลก! "ไมเคิล แจ็คสัน" เสียชีวิตแล้ว ไมเคิล แจ็คสัน ฉายา ราชาเพลงป็อป อายุ 50 ปี ได้เสียชีวิตแล้วเมื่อเวลาประมาณเที่ยงของวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น หรือ เช้ามืดของวันศุกร์ที่ 26 มิย. ตามเวลาในประเทศไทย ด้วยอาการหัวใจล้มเหลว ที่บ้านพักของตัวเองใน Holmby Hills เมื่อช่วงบ่าย ก่อนที่ทีมแพทย์จะมาถึง หลังจากนั้นถูกนำตัวเข้าห้องฉุกเฉินที่ศูนย์การแพทย์ ยูซีแอลเอ (UCLA Medical Center) ลอสเองเจลลิส สหรัฐอเมริกา แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้(โปรดติดตามรายละเอียการเสียชีวิตอีกครั้ง) ไมเคิล แจ็กสัน หรือ ไมเคิล โจเซฟ แจ็กสัน หรือ เอ็มเจ (MJ) หรือ แจ็กโก้ (Jacko) วันเกิด 29 สิงหาคม พ.ศ. 2501 ที่ แกรี รัฐอินเดียนา สหรัฐอเมริกา เป็นนักร้องผิวสีที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากจนได้ว่ารับฉายาว่า ราชาเพลงป็อป หรือ "King of Pop" ไมเคิล เริ่มต้นอาชีพนักดนตรีในฐานะนักร้องนำของวง The Jackson 5 เมื่ออายุได้เพียง 7 ปี และได้ออกงานเดี่ยวชิ้นแรกในอัลบั้ม Got to Be There ออกวางจำหน่ายในปี พ.ศ. 2514 ในขณะที่ยังเป็นสมาชิกของวง The Jackson 5 อยู่ และมีอายุเพียง 11 ปี ไมเคิล แจ็กสันก็สามารถคว้าอันดับ 1 บนชาร์ตเพลงมาครองได้มากถึง 3 เพลงฮิตแล้ว ปี พ.ศ.2522 มีผลงานออกมาชุด "Off the Wall" อัลบั้มเปิดตัวที่ทำยอดขายกว่า 20 ล้านก๊อปปี้ทั่วโลกตามด้วยอัลบั้มประวัติศาสตร์ "Thriller" เมื่อ พ.ศ. 2525 ซึ่งเป็นเจ้าของสถิติอัลบั้มที่มียอดขายสูงสุดตลอดกาลถึง 60 ล้านชุด และ "Bad" ในปี พ.ศ. 2530 ที่สร้างสถิติอีกครั้งด้วยการเป็นอัลบั้มที่มีซิงเกิ้ลต่าง ๆ ขึ้นถึงอันดับ 1 บิลบอร์ดมากที่สุด ปี พ.ศ.2534 ไมเคิลกลับมาพร้อมกับอัลบั้ม "Dangerous" ที่มีเพลง "Black or White" ติดอันดับ 1 ทั้งในบิลบอร์ดและชาร์ตเพลงทั่วโลก ก่อนที่จะส่งอัลบั้ม "History" กับเพลง "You’re Not Alone" ซึ่งเป็นซิงเกิ้ลแรกในประวัติศาสตร์ที่ติดอันดับ 1 ตั้งแต่สัปดาห์แรกที่วางจำหน่าย และ"Invincible" เมื่อปี พ.ศ. 2544 ล่าสุด ในเดือนมีนาคม พ.ศ.2552 ไมเคิลได้ประกาศจัดคอนเสิร์ต ดิส อิส อิท ณ โอทู อารีนา กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยแรกเริ่มจัดเพียง 10 รอบ แต่ด้วยแฟนเพลงที่ให้ความสนใจคอนเสิร์ตนี้เป็นอย่างมาก จึงได้เพิ่มรอบเป็น 50 รอบ ตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ.2552 ถึง 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 ไมเคิล แจ็กสัน เป็นที่รู้จักของคนไทย และเคยเดินทางมาแสดงคอนเสิร์ตในประเทศไทย 2 ครั้ง โดยครั้งแรกในกลางปี พ.ศ. 2536 เป็นการโปรโมตปิดอัลบั้ม Dangerous กำหนดการแสดง 2 รอบ ในวันที่ 21 สิงหาคม และ 22 สิงหาคม ที่สนามศุภชลาศัย แต่ได้เลื่อนกำหนด จากวันที่ 22 เป็นวันที่ 24 สิงหาคม เนื่องจากไมเคิล มีอาการป่วยอย่างกระทันหัน ส่วนคอนเสิร์ตครั้งที่ 2 คือ ในกลางปี พ.ศ. 2538 เป็นการโปรโมตอัลบั้ม "History" จัดแสดงที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี 2 รอบ แต่ไม่ได้รับความสนใจเท่าครั้งแรก ไมเคิล แจ็กสัน มีคฤหาสถ์ส่วนตัวชื่อว่า "Never Land" โดยตั้งชื่อให้เหมือนกับดินแดนในเทพนิยายเรื่อง ปีเตอร์แพน ซึ่งในนั้นมีเครื่องเล่นเหมือนสวนสนุกอยู่จำนวนมาก อีกทั้งยังชอบเลี้ยงดูอุปถัมภ์เด็กๆ จำนวนมากเป็นบุตรบุญธรรม จนมีข่าวเป็นคดีความล่วงละเมิดทางเพศเด็กชายอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนั้น ไมเคิล ยังมีชีวิตที่แปลกพิศดาร เช่น มักแต่งตัวแปลกๆ เช่น เมื่อตอนเดินทางมาถึงประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2536 หรือเคยมีผู้พบว่าไมเคิลแต่งตัวเป็นผู้หญิงในห้องน้ำหญิงสาธารณะ หรือการที่เปลี่ยนสีผิวตัวเองด้วยวิทยาการทางการแพทย์จากผิวดำให้เป็นขาวซีดอย่างในปัจจุบัน หรือการผ่าตัดศัลยกรรมใบหน้าด้วยซิลิโคนหลายต่อหลายครั้ง ที่มา นสพ.แนวหน้า
ทนายแฉ"แจ็คสัน"กินยาก่อนเสียชีวิต (26มิ.ย.) ไบรอัน ออกซ์แมน ทนายความและโฆษกของไมเคิล แจ็คสัน ราชาเพลงป็อปชื่อดัง เปิดเผยเมื่อวานว่า ก่อนการเสียชีวิตอย่างกระทันของแจ็คสันเมื่อวานนี้ เขาได้รับประทานยาเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นระหว่างการฝึกซ้อมเพื่อเปิดคอนเสิร์ตที่กรุงลอนดอนของอังกฤษในเดือนหน้า นายออกซ์แมนยังบอกด้วยว่าเขาเป็นห่วงมานานแล้วเกี่ยวกับการที่แจ็คสันรับประทานหลายขนานตลอดการทำงานในอาชีพนักร้อง เพื่อรักษารูปร่างหน้าตา และได้เปรียบเทียบกรณีของแจ็คสันว่าอาจคล้ายกับกรณีของแอนนา นิโคล สมิธ นางแบบนิตยสารเพลย์บอย ที่เสียชีวิตเนื่องจากรับประทานยาเกินขนาด นอกจากนี้ไมเคิล เลอวีน อดีตโฆษกส่วนตัวของเขา ได้ระบุในอีเมล์ว่า ขอสารภาพว่า เขาไม่รู้สึกแปลกใจกับข่าวการเสียชีวิตของแจ็คสัน เพราะแจ็คสันได้ใช้ชีวิตที่ทำร้ายตัวเองมาตลอดหลายปี ความสามารถของเขาเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสงสัย แต่เขาก็อึดอัดมากกับการอยู่ในสายตาของคนทั่วโลกและคนธรรมดาคนหนึ่งไม่อาจทนรับความเครียดอย่างยาวนานได้ นอกจากนี้เจอร์เมน แจ็คสัน พี่ชายและโฆษกของครอบครัว บอกว่า แจ็คสันถูกส่งถึงศูนย์การแพทย์โรนัลด์ เรแกน ยูซีแอลเอ เมื่อเวลา 13.14 น.ตามเวลาท้องถิ่น และแพทย์ได้พยายามปั๊มหัวใจนานกว่าหนึ่งชั่วโมง แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตเขาไว้ได้ ซึ่งเบื้องต้นเชื่อว่าเขามีอาการหัวใจวาย ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัดยังไม่อาจรู้ได้จนกว่าจะทราบผลการชันสูตรศพ ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวว่า การชันสูตรศพอาจจะมีขึ้นในวันศุกร์นี้ตามเวลาท้องถิ่น ร้อยตำรวจโทเฟรด คอร์รัล โฆษกสำนักงานนิติเวชวิทยาเขตลอส แอลเจลีส แถลงยืนยันกับสำนักข่าว CNN เมื่อวันพฤหัสบดีว่า ไมเคิล แจ๊คสัน อดีตราชาเพลงป็อปวัย 50 ปี เสียชีวิตเพราะหัวใจหยุดเต้นเมื่อเวลา 14.26 น.วันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น หรือ04.26 น. เช้ามืดวันนี้ตามเวลาในไทย ขณะที่แฟนเพลงจำนวนมากเริ่มหลั่งไหลไปที่ศูนย์การแพทย์ยูซีแอลเอที่ซึ่งเขาถูกส่งตัวไปก่อนมีข่าวการเสียชีวิตของเขา ก่อนหน้านี้ เว๊ปไซต์บันเทิง" TMZ.com "และ"เดอะ ลอส แองเจลีส ไทมส์" รายงานว่าแจ๊คสัน"เสียชีวิตเมื่อเวลาประมาณหลังเที่ยงวันเล็กน้อยของวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่นจากอาการหัวใจวาย โดยเจ้าหน้าที่การแพทย์ไม่สามารถช่วยกู้ชีพได้ ขณะที่โจ แจ๊คสัน บิดาของแจ๊คสัน บอกกับ" อี! ออนไลน์" (E! Online ) ว่า เขาอยู่ที่ลาสเวกัส และได้รับแจ้งจากคนที่อยู่กับแจ๊คสันที่ลอส แองเจลีสว่า แจ๊คสันอยู่ในโรงพยาบาล เขายังไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกำลังรอข่าวเพิ่มเติมอยู่ ส่วน CNN บอกว่าไม่อาจยืนยันได้ว่าเขาเสียชีวิตแล้ว ทราบแต่ว่ามีอาการโคม่า ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานข่าวนี้ โดยอ้างโฆษกสำนักงานดับเพลิงนครลอสแองเจลีสที่ไม่ได้ยืนยันว่าผู้เสียชีวิตคือแจ๊คสัน แต่กล่าวว่าเจ้าหน้าที่ได้ไปที่บ้านพักของแจ๊คสันที่"โฮล์มบี้ ฮิลล์"เมื่อเวลาเที่ยงวัน 21 นาที ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งตรง02.21 น.เช้ามืดวันนี้ตามเวลาในไทย และได้นำบุคคลคนหนึ่งส่งศูนย์การแพทย์ UCLA . การเสียชีวิตมีขึ้นในขณะที่เขากำลังเตรียมจะแสดงคอนเสิร์ตกลับสู่วงการในกรุงลอนดอนซึ่งจะเป็นการแสดงชุดแรกของเขาในรอบกว่า 10 ปีและเป็นการแสดงครั้งแรกนับจากเขาพ้นผิดในข้อล่วงละเมิดเด็กชายเมื่อปี 2548 แต่การแสดงคอนเสิร์ตซึ่งถูกเรียกว่า"เป็นการปิดม่านครั้งสุดท้าย" ถูกเลื่อนจากกำหนดเปิดเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งนายแรนดี้ ฟิบิปส์ ประธาน AEG Live ผู้จัดงาน อ้างว่าการเลื่อนไม่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของแจ๊คสัน ผู้ซึ่งเขายืนยันว่ามีสุขภาพเป็นเลิศจนเขาอยากจะแลกร่างด้วย ที่มา นสพ.คมชัดลึก
ลือแซด “ไมเคิล” อาจหัวใจวายเพราะติดยาแก้ปวด ขณะที่ผลการชันสูตรศพอย่างเป็นทางการของ “ไมเคิล แจ็กสัน” จะมีขึ้นในพรุ่งนี้ แต่สื่อหลายฝ่ายได้ออกมาคาดการว่า สาเหตุการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของราชาเพลงป็อปอาจจะเกิดจากพฤติกรรมติดยาแก้ปวดจนเป็นนิสัยของเขา จนเกิดอาการโอเวอร์โดสทำให้หัวใจวายจนเสียชีวิต มีการเปิดเผยจากหลายแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับทาง ไมเคิล แจ็กสัน นักร้องดังวัย 50 ปี ที่เสียชีวิตอย่างกะทันหันด้วยอาการหัวใจวายเมื่อบ่ายของวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า อาจจะมีสาเหตุมาจากการติดยาแก้ปวดขั้นรุนแรงอย่าง Demerol ที่ออกฤทธิ์คล้ายมอร์ฟีน ที่คาดว่าไมเคิลอาจจะฉีดเข้าไปในร่างกายของเขาจนเกินขนาด ทำให้เกิดอาการโอเวอร์โดส และเป็นที่มาของการหัวใจวายในที่สุด ซึ่งสาเหตุของการกลับมาใช้ยาอย่างหนักนี้ อาจจะเกิดจากความเครียดที่มีต่อคอนเสิร์ตคืนวงการที่ประเทศอังกฤษที่จะมีขึ้นในเดือน ก.ค.ที่จะถึงนี้ หลังจากตั๋วจำหน่ายหมดไปอย่างรวดเร็ว แหล่งข่าวที่เป็นสมาชิกในครอบครัวของไมเคิลยืนยันถึงประวัติอันยาวนานที่เขามีต่อการใช้ยาแก้ปวดว่า “เขาไม่สามารถอยู่โดยขาดยาแก้ปวดเหล่านั้นได้เลย” “เขามีอาการเจ็บหลัง นั้นคือเหตุผลที่เขาต้องใช้ยาแก้ปวด แต่มันชัดเจนว่าสุดท้ายยาแก้ปวดพวกนั้นเป็นตัวพรากชีวิตของเขาไป ครอบครัวของเขาเคยบอกให้เขาเลิกใช้ยาและตั้งหน้าตั้งตากับการทัวร์ที่จะมาถึงแทน” แหล่งข่าวที่ไม่ขอเปิดเผยชื่อชี้แจง แต่นอกจากไมเคิลจะไม่สามารถเลิกใช้ยาได้แล้ว เขายังหันมาใช้ยาที่ส่วนผสมของฝิ่นอย่าง Dilaudid ซึ่งการใช้ในปริมาณที่เกินขนาดจะนำไปสู่การหัวใจวายเช่นกัน แหล่งข่าวของครอบครัวเผยว่า ไมเคิลมีปัญหาเรื่องการใช้ยามาตั้งแต่สมัยต้องขึ้นโรงขึ้นศาลในคดีกระทำชำเราเยาวชนเมื่อปี 2005 ขณะที่หลายแหล่งข่าวเผยว่าไมเคิลเริ่มใช้ยาตั้งแต่เหตุการณ์อุบัติเหตุในการถ่ายทำโฆษณาให้กับ Pepsi เมื่อปี 1984 ที่ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บจากแผลไฟไหม้ระดับสองที่ศีรษะของเขา ขณะที่อุบัติเหตุในคอนเสิร์ตปี 1993 ทำให้เขาได้รู้จักกับยาแก้ปวดอย่าง Demerol และใช้มันมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งประวัติการใช้ยาแรงๆ อย่าง Valium, Xanax และ Ativan จนเขาต้องเข้ารับการบำบัด แต่หลายฝ่ายก็ไม่เชื่อว่าเขาจะเลิกพึ่งพายาเหล่านั้นได้อย่างเด็ดขาด หลังจากปัญหาที่รบกวนจิตใจเขามานานอย่างคดีกระทำชำเราเยาวชนของเขาสิ้นสุดลง กลายเป็นว่าปัญหาทางกายของเขากลับเล่นงานหลังจากนั้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อปีที่แล้วที่มีคนเห็นเขาต้องออกมาชอปปิ้งในสภาพอยู่บนรถเข็น ขณะที่การผ่าตัดซ่อมจมูกหลายครั้งของเขาทำให้เขาหายใจอย่างลำบาก และเขายังมีนิสัยไม่ชอบทานอาหารกลางวันและมีปัญหาด้านการกิน ซึ่งยิ่งทำให้ร่างกายของเขาอ่อนแอและซูบผอมในช่วงที่ผ่านมา จนเป็นที่กังวลของหลายฝ่ายว่าเขาจะมีแรงพอสำหรับการแสดงคอนเสิร์ต 50 รอบที่จะมีขึ้นในประเทศอังกฤษในเดือน ก.ค.นี้หรือเปล่า โดยเมื่อเดือนที่แล้วมีรายงานว่า ไมเคิลขาดซ้อมกับทีมงานบ่อยมาก โดยไปปรากฏตัวให้เห็นเพียงแค่ 2 ครั้ง จากการซ้อมทั้งหมด 45 ครั้ง อย่างไรก็ดี มีรายงานเผยว่าไมเคิลเพิ่งจะไปเข้าซ้อมกับลูกทีมที่สนาม Staples Center ที่ลอสแองเจลิส เมื่อคืนที่ผ่านมานี้เอง โดยแหล่งข่าวที่อยู่ในสนามไม่เห็นวี่แววของความเจ็บป่วยใดๆ นอกจากการมาซ้อมสายและไม่ค่อยกระตือรือร้นของเจ้าตัว ทีมงานเผยว่า ไมเคิลควรจะมาถึงที่ซ้อมตอนเวลาทุ่มตรงแต่กว่าเขาจะมาถึงก็สี่ทุ่มไปแล้ว และดูไม่ค่อยมีชีวิตชีวาเท่าไหร่ แต่ตามการเปิดเผยของทีมงานปกติเขาก็มาสายและไม่ค่อยกระตือรือร้นอยู่แล้ว ซึ่งไมเคิลยังร้องเพลงและเต้นรำกับแดนเซอร์และวงดนตรีเหมือนที่เคย ที่มา ผู้จัดการออนไลน์ อ้างอิง : http://www.siamzone.com/board/view.php?sid=1062776 |

|
|
|
|
|
| You are not authorized to post a reply. กรุณาล็อกอินก่อนเพื่อตั้งกระทู้ |
Jump to:
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|